แนวโน้มของหลายประเทศในเอเชียกับสกุลเงินดิจิทัล

Cryptocurrency เรียกว่า สกุลเงินเสมือน เป็นรูปแบบของสกุลเงินที่มีอยู่ในดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม โดย Blockchain เป็นเทคโนโลยีกระจายอำนาจในคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องที่จัดการและบันทึกธุรกรรม นอกจากนี้ยังไม่ต้องอาศัยธนาคารในการตรวจสอบธุรกรรม แต่ใช้เป็นระบบเพียร์ทูเพียร์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ส่งและรับการชำระเงินจากที่ใดก็ได้ในโลก


รายงานจาก Allied Market Research กล่าวว่า "มีความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความโปร่งใสในระบบการชำระเงินเพิ่มขึ้น ความต้องการโอนเงินในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น ความปลอดภัยของข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ ตลาดสกุลเงินดิจิทัลทั่ว


แนวโน้มของหลายประเทศในเอเชียกับสกุลเงินดิจิทัล
แนวโน้มของหลายประเทศในเอเชียกับสกุลเงินดิจิทัล

สกุลเงินดิจิทัลและความล้ำสู่อนาคต


เมื่อสกุลเงินดิจิทัลและ cryptocurrency เกิดขึ้นจริง Bitcoin ถูกมองว่าเป็นความท้าทายโดยตรงที่เกิดขึ้นต่อการควบคุมสกุลเงินของธนาคารกลาง ในช่วงต้นๆ ธนาคารทั้งหลายยังมีความไม่เต็มใจและความเกลียดชังต่อ cryptocurrency หากแต่ระยะหลังๆมานี้ ธนาคารกลางก็เริ่มรับรู้และยอมรับ blockchain ซึ่งเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเบื้องหลัง bitcoin


Blockchain ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ตั้งโปรแกรมได้หลากหลายด้วยพารามิเตอร์และอัลกอริธึมที่ปรับได้ นำเสนอวิธีต่างๆ ในการติดตามและติดตามทรัพย์สิน นับเป็นเทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับการจัดการการออกสกุลเงิน


ความแตกต่างระหว่างสกุลเงินดิจิทัลในความหมายกว้างๆและสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain นั้น เราต้องทำความเข้าใจก้อนว่าเงินส่วนใหญ่อยู่ในระบบดิจิทัลอยู่แล้ว มันมีอยู่เฉพาะรายการในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์เท่านั้น ธนาคารกลางมีมาตรการและการควบคุมที่แตกต่างกันสำหรับปริมาณเงินสดหมุนเวียนกับจำนวนเงินที่ถืออยู่ในบัญชีธนาคารและที่อื่นๆ โดยธนาคารกลางส่วนใหญ่ได้ควบคุมระบบการชำระเงินทันทีซึ่งผู้บริโภคและธุรกิจสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการชำระเงินดิจิทัลได้ ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและระบบธนาคารกำลังขับเคลื่อนธุรกิจขนาดใหญ่นี้ ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดการชำระเงินผ่านมือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าของธุรกรรมสูงถึง 347 ล้านล้าน RMB (53.04 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ในปี 2019 เกือบสี่เท่าของ GDP ของประเทศ มูลค่ารวมของการทำธุรกรรมพุ่งสูงขึ้นในปี 2020 อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด

 

การขานรับของเอเชียกับสกุลเงินดิจิทัล


ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนามากขึ้น ธนาคารกลางในเอเชียต่างคว้าโอกาสต่างๆ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัล โดยมุ่งเน้นที่การโอนเงินระหว่างธนาคาร ระหว่างบุคคลและ ณ จุดขายโดยใช้รหัส QR มือถือ และหมายเลขบัญชี ธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนโครงการ "พร้อมเพย์" ในปี 2560 และสนับสนุนให้ธนาคารไทยตระหนักถึงการประหยัดต้นทุนได้มากจากการลดการใช้เงินสด ผู้ถือบัญชีธนาคารไทยประมาณร้อยละ 70 ลงทะเบียนพร้อมเพย์ ซึ่งใช้โดยผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่ต้องการเงินสดอีกต่อไป


ด้านสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการชำระเงินทันทีมาอย่างยาวนาน และ Monetary Authority of Singapore (MAS) เป็นหนึ่งในธนาคารกลางแห่งแรกของเอเชียที่ดำเนินการศึกษาทางเทคนิคโดยละเอียดเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลในประเทศ


ในขณะที่จีน ด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาลและการใช้ธนาคาร จีนจึงผลักดันการชำระเงินทันทีแบบดิจิทัลและการสแกน QR มาหลายปี โดยใช้ AliPay และ WeChat Pay ต่างอ้างสิทธิ์ผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่เกือบ 1 พันล้านคนจากระบบการโอนเงินทันทีตามบัญชีธนาคาร ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบบางอย่างหากทั้งสองระบบนี้ล้มเหลว ในขณะเดียวกันนับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2014 ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีนได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่รายแรกของโลก นั่นคือหยวนดิจิทัล สิ่งนี้ทำให้การขายที่ง่ายสำหรับผู้บริโภคที่เคยใช้เงินสดดิจิทัลแบบทันที ทำให้รัฐบาลสามารถปรับนโยบายการเงินในประเทศโดยการควบคุมปริมาณเงินทุนที่ไม่ใช่เงินสดที่มีอยู่ในเศรษฐกิจโดยตรง มีการดำเนินงานเกี่ยวกับหยวนดิจิทัลในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่แล้วในเมืองใหญ่ๆ เช่น เซินเจิ้น เฉิงตู และซูโจว ซึ่งลูกค้าจะได้รับหยวนดิจิทัลผ่านทางธนาคาร


ด้านธนาคารแห่งชาติกัมพูชาเปิดตัว Bakong ในเดือนตุลาคม 2020 บริการโอนเงินแบบเพียร์ทูเพียร์ พร้อมให้บริการลูกค้ารายย่อย รองรับการทำธุรกรรมในสกุลเงินเรียลกัมพูชาหรือดอลลาร์สหรัฐ มีรายงานว่า Bakong นำประชากรกัมพูชามาเกือบหนึ่งในสาม (5 ล้านคนจาก 17 ล้านคน) เข้าสู่ธุรกรรมนี้สำเร็จ


ทั้งนี้มีประเทศส่วนที่เหลือของเอเชียกำลังล้าหลัง เช่น อินเดีย โดยรัฐสภาคาดว่าจะมีการลงคะแนนเสียงในเร็วๆ นี้เกี่ยวกับกฎระเบียบของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งอาจห้าม cryptocurrency ส่วนตัวทั้งหมด และสร้างกรอบการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับสกุลเงินดิจิทัลของ Reserve Bank of India


ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยอมรับการชำระเงินผ่านมือถือด้วย Smart Money ในปี 2544 แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำในช่วงแรกนี้นัก ประเทศอาเซียนขนาดใหญ่ เช่น อินโดนีเซียก็ไม่ได้อยู่ในระดับแนวหน้า หนังสือพิมพ์จาการ์ต้าโพสต์เพิ่งอ้างว่าอินโดนีเซียไม่รีบร้อนกับสกุลเงินดิจิทัล ในขณะที่ธนาคารกลางกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกได้ทดลองใช้สกุลเงินดิจิทัลกันแล้ว


กล่าวโดยสรุป จีนเป็นผู้นำของโลกในการปรับใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางร่วมกับกัมพูชา ในขณะที่สิงคโปร์วางตำแหน่งตัวเองอย่างระมัดระวังเพื่อเป็นผู้เล่นหลักโดยใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ธนาคารกลางเอเชียจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจพบว่าตนเองอยู่ภายใต้แรงกดดันในการออกสกุลเงินดิจิทัลไม่น้อย เพราะปัจจัยศักยภาพที่จะกลายเป็นสกุลเงินสำรองในการค้าระหว่างประเทศ


เพราะฉะนั้นประเทศในเอเชียที่ลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัลและการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจะได้รับประโยชน์ในไม่ช้า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเห็นการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยความสะดวกในการใช้งานจริงและประหยัดเวลา ต้นทุนและความพยายาม ประเทศอื่นๆ จำเป็นต้องเร่งการลงทุนและเรียนรู้จากจีนและสิงคโปร์ เพราะที่อื่นอาจเสี่ยงต่อการถูกทิ้งให้อยู่ในยุคมืดด้านการเงิน

 

อนาคตของเงินอยู่ที่นี่และรัฐบาลจำเป็นต้องยอมรับมัน


นอกจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงและการขาดความตระหนักในสกุลเงินดิจิทัลในหมู่ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาจะขัดขวางการเติบโตของตลาดสกุลเงินดิจิทัลแล้ว คาดการว่าความต้องการสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธนาคาร สถาบันการเงิน และศักยภาพที่ไม่ได้ใช้สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่ร่ำรวยในการขยายตลาดตามช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้รัฐบาลแต่ละประเทศถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันตลาดของ cryptocurrency คงต้องมารอลุ้นกันว่าประเทศไทยเราเอง รัฐบาลจะรับมือความท้าทายและการเติบโตนี้อย่างไรในอนาคต

Sponsored